ไทยเร่งล้อมคอก ผวาอินโดฯ ดึง “โตโยต้า” ย้านฐานการผลิต !

รัฐบาลไทยเร่งเครื่องปรับนโยบายยานยนต์ครั้งใหญ่ เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและคุมเข้มเกณฑ์ EV 3.5 หวังสกัดเม็ดเงินลงทุนไหลไปอินโดนีเซีย พร้อมสร้างความเป็นธรรมให้ค่ายรถดั้งเดิมอย่าง “โตโยต้า” หลังอินโดฯ ยื่นข้อเสนอสุดพิเศษดึงย้ายฐานการผลิตหลัก
.
📌 อินโดนีเซียเดินเกมรุกชิงความเป็นผู้นำอาเซียน
ศึกชิงความเป็นผู้นำยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียนทวีความรุนแรงขึ้น เมื่ออินโดนีเซียพยายามเดินเกมรุกเพื่อดึง “โตโยต้า” ย้ายฐานการผลิตหลักจากไทย
โดยนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ได้ออกมารีกร้องให้โตโยต้าพิจารณาย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอมาตรการจูงใจทางภาษีและสิทธิประโยชน์ทางศุลกากรแบบจัดเต็ม
➡️ท่าทีโตโยต้า: ยืนยันไม่ย้ายฐาน แต่จี้ไทยเร่งปรับตัว
แม้จะได้รับข้อเสนอจูงใจจากอินโดนีเซีย แต่ทางโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย และจะเดินหน้าลงทุนต่อไป
อย่างไรก็ตาม โตโยต้าได้กระตุ้นให้รัฐบาลไทยเร่งคลอดโครงสร้างภาษีใหม่โดยเร็ว เพื่อช่วยรับมือกับการทะลักเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนที่ได้รับเงินอุดหนุนสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่ายรถยนต์ดั้งเดิมที่ลงทุนในไทยมาอย่างยาวนาน
ปัจจุบัน โตโยต้าใช้ทั้งสองประเทศเป็นฐานการผลิตในเซกเมนต์ที่แตกต่างกัน (ไทย: รถกระบะและไฮบริด ส่วนอินโดนีเซีย: รถ MPV และรถครอบครัวขนาดเล็ก) แต่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ตามนโยบาย Multi-Pathway ของโตโยต้า
.
📌 เปิด 4 กลยุทธ์ภาครัฐไทย: การรับมือเพื่อรั้งฐานการผลิต
เพื่อปกป้องตำแหน่ง “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” และรักษาฐานการผลิตของโตโยต้า
รัฐบาลไทยกำลังเร่งปรับเปลี่ยนนโยบายยานยนต์ครั้งใหญ่ โดยมีมาตรการหลักดังนี้:
- ปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ทั้งระบบ (มาตรการเร่งด่วน)
กระทรวงการคลังสั่งการด่วนให้กรมสรรพสามิตจัดทำโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ โดยตั้งเป้าเสนอ ครม. ภายในเดือนกันยายน 2569 และให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ สาระสำคัญคือ:
เพิ่มภาษี EV นำเข้า (CBU): ปรับเพิ่มภาษีรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปนำเข้า เพื่อให้ผู้ผลิตที่ตั้งฐานการผลิตจริงในไทยได้เปรียบมากขึ้น
ลดภาษีให้รถที่ผลิตในประเทศ: มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตราที่ต่ำลงให้กับรถยนต์ทุกประเภท (ICE, HEV, PHEV, BEV) ที่มีการลงทุน โรงงานผลิต และใช้ชิ้นส่วนซัพพลายเชนในประเทศไทย - คุมเข้มเกณฑ์บังคับชดเชยการผลิต (มาตรการ EV 3.5)
รัฐบาลบังคับใช้เงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นเพื่อบีบให้ค่ายรถต่างชาติ (โดยเฉพาะค่ายจีนที่ครองตลาดกว่า 70%) เร่งเดินสายพานการผลิตในไทย:
อัตราส่วนชดเชยสูงสุด 1:3:
ค่ายรถที่นำเข้า EV มาขาย 1 คัน จะต้องผลิตชดเชยในไทยคืนถึง 2 คัน (ในปี 2569) และจะเพิ่มสูงถึง 3 คัน (ในปี 2570)
กำหนดสัดส่วนแบตเตอรี่ในประเทศ: จำกัดการใช้ชิ้นส่วนประกอบแบตเตอรี่นำเข้าได้ไม่เกิน 10% เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ในไทย - ยกระดับสิทธิประโยชน์รถยนต์ PHEV (ตอบโจทย์ Multi-Pathway)
เพื่อตอบรับแนวทางของโตโยต้า รัฐบาลอนุมัติปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์กลุ่มปลั๊กอินไฮบริด (PHEV):
ลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงเหลือเพียง 5% สำหรับ PHEV ที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 80 กม. ขึ้นไป
ยกเลิกข้อบังคับเดิมที่จำกัดขนาดถังน้ำมัน เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตค่ายญี่ปุ่นออกแบบรถยนต์ที่ตอบโจทย์การเดินทางไกลได้สะดวกยิ่งขึ้น - โครงการเก่าแลกใหม่ (Trade-In Program) กระตุ้นดีมานด์
กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันมาตรการนำรถเก่ามาแลกซื้อรถใหม่ โดยให้เงินอุดหนุนแก่เจ้าของรถยนต์สันดาปเก่า (อายุ 10 ปีขึ้นไป) โดยเฉพาะกลุ่มรถแท็กซี่และรถสาธารณะ เพื่อเปลี่ยนเป็น EV หรือรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนรถยนต์สูงถึง 300,000 คัน
.
การจัดชุดมาตรการรบแบบเบ็ดเสร็จนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดของภาครัฐไทยในการรักษาความเชี่ยวชาญในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
#thedailybiz #toyota #ย้ายฐานการผลิต


